ตอนที่ห้าพะย่ะค่ะ ตอนนี้คนเขียนกำลังเบลอ อาจงงเล็กน้อยถึงขั้นมากโข เหอะๆ- -
___________________________________________
ตอนที่ ห้า งานเลี้ยง
อะไรน่า!!!!!!!!!!!!!!!!!O[ ]o การ์เน็ตไปกรุงโรม!!!!!!!!!!!!!!!! แล้วยัยนั้นไปที่นั้นทำไม!!!!!!!!!!!!?มิโร่ร้องลั่นวิหารของมูในเช้าวันใหญ่ของวันงาน อยู่ๆเจ้าตัวก็หายตัวไปกรุงโรม หรือว่าจะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นว่า การ์เน็ตไปทำอะไรที่กรุงโรมน่ะ
นางบอกว่ามีธุระ ข้าเลยเทเลพอล์ตไปส่งนางมูอธิบาย มิโร่หัวเสียอย่างหนัก เมื่อลูกหนี้พนันชิงหนีหนี้เขาไปซะแล้ว
แล้วแบบนี้พวกเราจะทำยังไงล่ะ? พวกเราไม่มีแผนรับมือกับเจ้าพวกนั้นเลยอควาเรียหัวเสียไปอีกคน
ใจเย็นไว้ก่อน การ์เน็ตได้บอกให้ข้าได้รู้แล้ว พวกสมุนของเมดูซ่าน่ะ ถึงจะเป็นอมตะ แต่ก็มีจุดอ่อน นางบอกว่าในระหว่างที่นางไม่อยู่ก็อย่างเพิ่งร้อนลนไป เจ้าพวกนั้นจะมีจุดอ่อนอยู่ที่ใดที่หนึ่งบนร่าง ซึ่งพวกมันพยายามจะปกป้องไว้ ขอให้โจมตีโดนจุด พวกมันก็จะสลายไปเองมูอธิบายความคิดของการ์เน็ตที่เธอฝากฝังมา
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่เจ้าพวกนั้นน่ะ มีท่าทีกลมกลืนไม่มีส่วนใดที่มันทำท่าทีจะป้องกันแม้แต่น้อย กลับยอมเผชิญหน้ากันโดยตรง ชักเริ่มไม่มั่นใจแล้วสิอควาเรียเอยด้วยน้ำเสียงเริ่มท้อแท้แต่ก็ยังมิท้อถอย ทุกคำกล่าวสนทนาในการประชุมครั้งนี้ ได้เข้าหูของพวกปีศาจกันเป็นที่เรียบร้อย
ก่อนไปยังจะส่งข้อมูลให้อีกงั้นรึ? ต้องรีบไปรายงานกริฟฟอนแล้วคิเมร่าในกายมนุษย์คิด ก่อนจะปลีกตัวหายไปกับสายลมยามบ่าย
ตอนนี้พวกเราจะท้อแท้ไม่ได้ ขาดการ์เน็ตไปคนก็ใช่ว่าชัยชนะของเราจะเป็นศูนย์ แทนที่จะมาหดหู่ท้อแท้ พวกเรามาเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะดีกว่าเคียวโกผู้แสนจะสง่างามให้กำลังใจพวกสาวๆ
ใช่ ใครว่าการ์เน็ตใช้สมองเป็นคนเดียวล่ะ? โกลด์เซนต์เช่นเราก็มีมันสมองเหมือนกันน่ะเจ๊ตี้กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
นั้นสิ พวกข้าก็ใช้แผนของการ์เน็ตตลอด ไม่ค่อยได้ใช้หัวตัวเองบ่อยนัก เลยไม่มั่นใจรูบี้กล่าวตามความจริง
ตอนนี้ พวกเราทำตามแผนเดิม คุมดูแลงานและตัวอาเธน่าตามแผน ในเวลาก่อนพระอาทิตย์ตก ให้ทุกคนมารวมตัวอีกครั้ง ส่วนพวกเจ้าให้ไปอยู่กับอาเธน่าตามอารักขาให้ถึงที่สุดซากะกล่าวอย่างหนักแน่
พวกที่เหลือที่ไม่มีงานในช่วงแรก ให้เข้าไปปะบนในงาน ส่องสองงานให้ทั่ว เข้าใจน่ะ!!! อะโฟร ช่วยจัดการเครื่องแต่งกายให้พวกนางด้วย
ครับ/ค่ะทุกคนขานรับกันอย่างหนักแน่เช่นกัน พวกสามสาวโดนคุณตี้ของเราจับลากไปแต่งตัวตามคำสั่งของเคียวโก สามสาวเสียวสันหลังลาบกับสายตาของอะโฟรที่อิจฉาทรวดทรงของสาวๆ พวกเธอเป็นอันไม่ได้แต่งตัวกันที จนในที่สุด เวลาแห่งการเฉลิมฉลองก็เริ่มขึ้น
ในงานเลี้ยง ณ ตำแหน่งลานกว้างที่เคยเป็นที่ฝึกซ้อมของเหล่าเซนต์ แปรเปลี่ยนเป็นลานกว้างที่แสนสวยงาม ประดับประดาไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ ผู้คนในงานต่างสังสรรคกันอย่างสนุกสนาน กลุ่มคนที่มารวมงานนั้นแต่งการด้วยชุดราตรีแบบกรีกกันอย่างงดงาม เสื้อผ้าของฝ่ายหญิงนั้นนั้นถูกดัดแปลงให้ดูทันสมัยแต่ยังคงความโบราณเอาไว้ แต่ของผู้ชายนั้นจะเป็นชุดกรีกโบราณอย่างแท้จริง พวกเซนต์ฝึกหัดสลัดคราบนักรบ มาเป็นชาวบ้านสามัญ
คุณหนูซาโอริ หรืออาเธน่าเดินเข้ามาอย่างสง่างามกลางลานกล่าว อาเธน่าแต่งกายในชุดเต็มยศของตน(ไม่ใช่คลอสน่ะ) ตามข้างหลังมาด้วยกลุ่มสามสาวที่มีความงานเด่นตายิ่งนัก หนึ่งในสามสาวนั้นเป็นที่จ้องตาคามิวอย่างมาก
อเมทิสต์แต่งกายด้วยชุดกรีกโบราณสีฟ้าอ่อนอย่างสง่างาม ผมยาวสีดำอมฟ้าน้ำทะเลนั้น ถูกกล้าวขึ้นเป็นมวยปลอยชายผมยาวปิดสะโพกกลึงกลม เครื่องทองที่อาเธน่านำมาประดับให้ ตัดกับผิวขาวน้ำนมได้เป็นอย่างดี ใบหน้าถูกแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางเล็กน้อย ทำให้เธอดูงามราวกลับเทพธิดาจริงๆ ถึงแม้จะบาดเจ็บ ก็ยังมีกำลังกายจะยืนหยัดขึ้นมาปกป้องอาเธน่า
สตรีคนต่อมานั้นคือสาวงามเจ้าของเส้นผมปล่อยยาวและนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเล ชั่งตึงตาตึงใจจูเลี่ยนยิ่งนัก ปกติก็สวยอยู่แล้ว ครั้งนี้เธอยิ่งดูน่ารักเข้าไปใหญ่ ชุดแบบกรีกโบราณสีน้ำทะเลที่ถูกดัดแปลงให้ดูเก๋ขึ้นเครื่องทองของประทินโฉม และใบหน้าขาวที่ถูกตกตแงให้เข้มกว่าสาวคนแรกเล็กน้อย แต่ช่วยทำให้เธอ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก
คนสุดท้ายที่ทำเอาเหล่าโกลด์เซนต์ทั้งหลายต่างอึ้งกันไปตามๆกัน เจ้าของใบหน้าขาวเนียนอมชมพูนิดๆ เส้นผมสีแดงเพลิงประบ่าและนัยน์ตาสีเพลิงอันหน้าเกรงขามนั้น แต่งกายด้วยชุดกรีกโบราณสีดำขลิบทองเป็นจุดเด่นตา เปลือกตาบางถูกทาอายแชโดร์สีดำอ่อน ช่วยเน้นนัยน์ตานั้นให้หน้าดึงดูดยิ่งขึ้น นั้นคงไม่มีใครเชื่อว่าเป็นรูบี้ที่สลัดหน้ากากออกหรอกน่ะ
อาเธน่าให้คำโอวาทต่างๆพร้อมกับอวยพรให้แก่เหล่าเซนต์และประชาชนทุกคน ที่กำลังสนุกสนาน นักดนตรีพเนจรได้ขอมาร่วมเล่นด้วย เสียงกีต้าร์โปร่งและเสียงขับร้องนั้น เข้าประสาทกับกลุ่มวงดนตรีที่กำลังบรรเลงได้อย่างนุ่มนวลและเหมาะเจาะที่สุด
อเมทิสต์ เข้าไปร่วมกลุ่มกับพวกเพื่อนๆของตน ก่อนจะต้องตกใจยกชุดพร้อมกันทั้งสามคน กลุ่มชายโสดต่างรุมขอพวกเธอเต้นรำกันละลานตา มีตั้งแต่รุ่นลูกยันรุ่นปู่ อเมทิสต์นั้นมีบาดแผลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังต้องมาเบียดเสียดกับกลุ่มคนพวกนี้อีก ทำให้เธอรู้สึกปวดหน้าท้องนิดๆ
ขอโทษน่ะครับ แต่นางมีคู่เต้นแล้วเสียงทุ้มต่ำของบุรุษดังขึ้น เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า เสียงนี้มันเสียงสวรรค์ คามิวเดินผ่านกลุ่มคนไปได้อย่างงายได้ บุรุษที่มีใบหน้างดงามหน้าจับตามองในชุดกรีกสีขาวโพลน ยืนเคียงข้างแนบขนานกับเธอ อเมทิสต์นั้นถึงจะไม่ได้เข้างานสังคมบ่อยนัก แต่ก็พอรู้มารยาท เธอเกาะแขนของชายหนุ่มที่นำตนออกไปกลางลานกว้าง อควาเรียและรูบี้มองตามหลังทั้งคู่ด้วยสายตางงงวง พวกเธอเพิ่งจะสังเกตเห็นความสัมพันธ์ของสองคนนี้ ในช่วงเวลาที่พวกชายหนุ่มสนใจอยู่กับค่เต้นรำคู่เอก ที่กำลังบรรเลงฝีเท้ากลางลานกว้างอย่างงดงาม อควาเรียและรูบี้ก็จากไปไกลแล้ว
อความาหยุดอยู่หน้าโต๊ะอาหารหรู ที่ชวนน้ำลายสอ เธอเริมตักอาหารทานอย่างเอร็ดอร่อย จนแล้วจนรอดเธอก็เวียนกลับมาที่โต๊ะตักอาหารนี้ แล้วก็เวียนกลับมาเรื่อยๆจนมันเป็นรอบที่สิบแล้ว!!!
ไม่นานเมนูอาหารจานใหม่ก็ถูกจัดวางลงบนโต๊ะบุ๊ฟเฟ้ต์ สีของมันแดงฉานจัดจ้าน หน้าลิ้มลอง สาวเจ้าลองตักมันมา แล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะโดยไม่เกรงใจสายตาของหนุ่มๆที่มองเธอด้วยสายตาเหลือเชื่อ อควาเรียที่มัวแต่กินไม่ได้ทันสังเกตุเห็นแขกร่วมโต๊ะคนใหม่สองคนที่นั่งลงข้างๆเธอ และพอถึงคราวซวย คำเดียวที่อควาตัดอาหารเมนูจานใหม่นั้นเข้าปาก ใบหน้าเนียนขาวอมชมพูกลับร้อนแดงไปด้วยฤทธิ์ของเครื่องเทศเผ็ดร้อนที่ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน อะไรมันจะเผ็ดลิ้นพองได้ขนาดนี้
โอ้ยๆๆๆ!!! ร้อนๆๆๆ!!!! >0<!!!! น้ำๆๆๆ!!!สาวเจ้าควักหาน้ำดับเผ็ดอย่างเร่งด่วน มือบางเผลอไปหยิบฉวยเอาแก้วบรั่นดีของหนุ่มที่นั่งข้างเธอ เธอรีบดื่มมันจนหมดแก้ว เพราะด้วยความเผ็ดร้อที่ทำให้ลิ้นชาและทำให้จมูกมีน้ำมูกเล็กน้อย ทำให้เธอไม่รู้เลยว่า เธอดื่มบรั่นดีเข้าไป
ชายหนุ่มที่นั่งข้างเธอมองเธอด้วยสีหน้างงงวยและขำขันในเวลาเดียวกัน โซเลนต์ก็มีอาการเดียวกับจูเลี่ยน เขาแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ใบหน้าของหญิงสาวเริ่มแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา อควาเรียที่ไม่เคยดื่มเหล้ามาก่อนจึงเกิดอาการคออ่อนขึ้นทันควัน สติเลื่อนลาง หญิงสาวเริ่มสนุกก่อนใบหน้าแดงก่ำนั้น จะหันควับไปมองเจ้าของเสียงกวนประสาทที่ส่งคำกวนๆมาให้
ดูไม่ได้เลยน่ะ อควาเรีย แบบนี้รสจูบคงแย่แน่นอน จูเลี่ยนกล่าวพลางพรายยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาก็เมานิดๆแล้ว บรรยากาศก็เป็นใจยิ่ง ตอนนี้ที่โต๊ะอาหารไม่มีใครอยู่สักคน เนื่องด้วยตรงนี้มันหนาวบวกกลับอยู่นอกลานกว้างนั้นพอสมควร
มายยยยมีทางงงง~~~~ รสจูบบบของงง~~~ข้าาาาาา~~~มันนนน~~ดีต้องงงงงง~~อยู่แล้วววววว~~~เธอเถียงกลับด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ จูเลี่ยนพรายยิ้ม โซเลนต์ที่รู้นิสัยนายดีนั้นออกจากบริเวณนั้นไปเพื่อไม่ไปขัดจังหวะพวกเขาและค่อยกันผู้คนให้ด้วย
แน่ใจหรอ~~? แล้วเจ้าจะพิสูจณ์ยังไงล่ะ?จูเลี่ยนกำลังขุดหลุมพลางที่กำลังรอเหยื่ออยู่
แน่จายยยย~~~~ ม่ะ มายเชื่อ~~~เดี๋ยวววว~~~ข้าาาาาจะพิสูจจจจ~~~.หัยยยยดู~~~พูดจบประโยคปุบ สาวเจ้าผู้ขาดสติ กระชากคอเสื้อกรีกอย่างหรูของชายหนุ่มประทับจุมพิตที่ริมปากสีกุหลาบของเธอ รสจูบนั้นเร้าร้อนแต่อ่อนโยนยิ่งนัก จูเลี่ยนสวมกอดสาวเจ้ารับสัมผัสนั้นอย่างโดยดี เขาตอบโต้เธอเช่นกัน หนักหน่วง อ่อนหวาน และชวนฝัน ลิ้นสากเริ่มทำหน้าทีของมัน อควาที่สติขาดไป เริ่มได้สติขึ้นมาบาง เธอครางเบาๆ
พะ...พอะแล้ว...ฉันหายใจ....ไม่ออกประโยคสั้นลอยออกมาจากปากของสาวเจ้า จูเลี่ยนยอมถอนริมฝีปากแต่โดยดี อควาเรียหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา ยืนหอบหายใจอย่างอยากลำบาก สติสตังค์ที่มีอยู่น้อยนิดของเธอ ก็ดับวูบไป หญิงสาวยืนสลบผิงอกของชายหนุ่มในอ้อมแขนแกร่ง เสียงกรนเบาๆ ทำให้รู้ได้ทันทีเลยว่า เธอหลับไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
คออ่อนเสียจริงเชียว อควาเรียน้ำเสียงของจูเลี่ยนแปลเปลี่ยนจากเจ้าเล่ห์เป็นอ่อนโยน ชายหนุ่มประทับรอยจูบที่แก้มนวล ก่อนจะอุ้มเธอออกจากนอกงานไป(อ๊ากกกกกกก!!!! ไอจูเลี่ยนแกจะพาเพื่อนข้าไปไหน!!!!!!!!!!!!>0<!!/การ์เน็ต)(ยุ่งน่า- -^/
)
เสียงดนตรีร้องขับขานบรรเลงอย่างเหมาะเจาะ คู่เอกบรรเลงฝีเท้ากลางลานกว้างเป็นที่จับตายิ่ง ร่างสง่างามของทั้งสอง ร่ายรำตามเสียงดนตรีบรรเลง ทั้งคู่นั้นเหมาะสมกันยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยุกซะอีก
คามิว- -^ คราวก่อนเราประลองคราวก่อน นายยังจำได้มั้ย?อเมทิสต์ถามด้วยน้ำเสียงอดกลั้น คามิวยิ้มร่าอย่างหน้าเตะ เขาพยักหน้า
อืม จำได้สิ จำได้ดีเชียวล่ะ ความรู้สึกในตอนนั้นน่ะคามิวโยนระเบิดใส่คุณหญิงที่ไม่ค่อยมิความอดทนซะเท่าไหร่ เส้นเลือดในขมันของเธอเต้นตุบๆอย่างอดกลั้นสุดๆ
เจ้ามันแย่ที่สุด เขาให้ต่อสู้กันแฟร์ๆ!! แต่เจ้ากลับ!!....เชอะ!!หญิงสาวไม่อยากคิดถึงตอนนั้นอีก เธอสะบัดหน้าหนี
กลับขโมยจูบแรกงั้นสิคามิวเสริมให้ เธอหน้าแดงที่ขนาดลูกตำลึงสุกยังเรียกพี่มะเขือเทศยังพ่อ
เออ! นั้นแหละ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะจบงานเลี้ยงในเจ็ดวันนี้ ฉันจะขอท้านายสู้อีกครั้ง! ในฐานะเซนต์แห่งอาเธน่าและในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ยอมให้ใครมารังแก!!เธอกล่าวก้องอย่างหนักแน่น คามิวรู้สึกได้ถึงความตั้งใจจริงของผู้หญิงคนนี้ ไม่ยอมแพ้เด็ดขาด
ได้อยู่แล้ว ข้ารับคำท้าเจ้าเสมอ อเมทิสต์ และจะรับตลอดไปคามิวกล่าวด้วยแววตาที่อ่อนโยนแต่ประโยคคำพูดแฝงเล่นัยห์อย่างร้ายกาจ อเมทิสต์หน้าขึ้นสีอีกรอบถึงในใจเธอนั้นจะด่าคามิวระยำแค่ไหน แต่ว่าน้ำเสียงนุ่มลึกทำให้อุ่นใจกับใบหน้าเบื้อนยิ้มนั้น เธอเพิ่งจะรู้สึกว่า รอยยิ้มของเขา มันอบอุ่นเหลือเกิน เธอเผลอยิ้มให้กับเขา ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่า กลุ่มเพื่อนๆกำลังจับตามองทั้งคู่ด้วยสายตาอิจฉาสุดๆ
เจ้าคามิวมันไวไฟใช่ย่อย รู้จักกันไม่กี่วัน ก็หวานกันได้ขนาดนี้เชียว?มิโร่วิจารณ์คู่สวีทหวานอย่างเจ้าเล่ห์
นั้นสิ ถ้ามันคบกันขึ้นมา จะหวานขนาดไหนน่ะ?ปู่โดที่เพิ่งจะมีบทผู้กับเขากล่าวด้วยแววตาแบบเดียวกับมิโร่
อิจฉาเจ้าคามิวมันจังแฮะไอโอเรียกล่าวด้วยน้ำเสียงเบื่อหนาย จะไม่เบื่อได้ไง เขาหล่อลากดินจะตายอยู่แล้วแต่ยังหาคนที่ถูกใจบ่ได้สักกะที
เอาน่าไอเรีย สักวันแกคงเจอเองแหละน่าไอโอรอสตบบ่าน้อยชายของตนเบาๆ
รูบี้ เดินเตร่ไปทั่วงาน ถึงแม้จะมีสายตาที่ทอดมองมายังตัวเธอมาไม่ขาดสาย รูบี้ไม่ชอบเข้างานสังคมสักเท่าไหร่ ยิ่งในตอนนี้ยังมีเรื่องสมุนของเมดูซ่าที่เข้ามาตีกันในหัวเธออีก เธอแทบไม่มีกระจิตกระใจจะร่วมงานเลย เธอเดินไปที่โต๊ะอาหารหรู ที่มีเครื่องดื่มหลายสีให้เลือกดื่ม เธอมองเครื่องดื่มพวกนั้น ก่อนจะเอื่อมมือไปหยิบ
หมับ!
มือเรียวของหญิงสาวจับขวดนั้น พร้อมกับมือหน้าของบุคคลที่สาม เธอเงยหน้าสบตากับบุรุษที่มีความคิดเดียว บุรุษผู้มีนัยน์ตาสีดำสนิท ใบหน้าซีดเซียว แต่กลับดูองอาจ ข้างกายปรากฏบุรุษผู้อยู่ใต้ชุดคลอสสีม่วงทมิฬ
ปล่อยน้ำเสียงเรียบเย็นของรูบี้ดังขึ้น
.....เขาเงียบ แต่ฝ่ามือหนายังเกาะกุมที่ขวดทรงสูงสีเขียวใสที่บรรจุไวท์แดงสีสดอยู่เต็ม
เจ้าต่างหาก ที่สมควรปล่อยมือนั้นเสียงของบุรุษใต้ชุดคลอสสีทมิฬดังขึ้น ทานาทอสกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยม แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับมิกลัวน้ำเสียงนั้นแม้แต่น้อย แววตาเหี้ยงจากหญิงสาวถูกส่งกลับให้เขา สร้างความประหลาดใจให้แก่บุรุษทั้งสอง
ข้าเห็นมันก่อนรูบี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมกลับ ฮาเดส บุรุษที่สามยังตีสีหน้านิ่ง
ปล่อยซะฮาเดสกล่าว ทั้งสองเริ่มออกแรงดึงขวด บรรยากาศที่ควรรื่นเริง กลับเริ่มตึงเครียดขึ้น ขวดไวท์ใบน้อยผู้โชคร้ายซึ่งเป็นต้นเหตุของเรื่องไม่เป็นเรื่องเป็นอันต้องแตกดับ
เพล้ง!!!!!!
ขวดไวท์ผู้โชคร้ายได้แตกกระจาย เพราะแรงบีบของบุคคลทั้งสองทุกคนหันไปมองต้นเสียงก่อนจะหันไปสนเรื่องของตัวเองต่อ ทั้งคู่ได้รับบาดเล็กที่ฝ่ามือ สีโลหิตกลมกลืนไปกลับสีของไวท์แดง ชวนสยอง รูบี้และฮาเดสต่างไม่สนบาดแผล ต่างจ้องหน้ากันอย่างดุเดือด คอสโมของทั้งสองฝ่ายกำลังต่อต้านกันอย่างสุดฤทธิ์ รูบี้นั้นสุดแสนจะทนกับคนตรงหน้า เขาไม่รู้สึกเจ็บเลยรึไงน่ะ?
เธอหันหลังเดินกลับเอาดื้อๆ มือข้างหนึ่งกุมข้อมูอข้างที่เจ็บ เศษแก้วบาดลึกเอาเรื่อง ทานาทอสหันไปถามผู้เป็นนายตามภาษาผู้อารักขา
ท่าน!! เป็นอะไรมารึเปล่า?เขาสายหน้าอย่างไม่สนใจอะไร ฝ่ามือที่เป็นบาดแผลนั้น ถูกซับด้วยผ้าสีขาวสะอาด ฮาเดสเขี่ยวเศษแก้วออกพลางพันแผลทับด้วยผ้าผืนนั้น ชายหนุ่มหันไปมองร่างเล็กที่แอบซุ่มอยู่ในเงามืด เธอกำลังทำแผลให้ตัวเองอยู่ เธอยืนพิงกำแพงในเงานั้น ท่าทีสง่างามมาดนางพญา เธอเดินจากบริเวณนั้นไป เพราะรู้สึกถึงแววตาที่ทอดมองมายังตัวเธอเอง รูบี้ส่งในตาเหี้ยมให้ฮาเดสเป็นรอบสองพลางแลบลิ้นใส่อีก ทานาธอสแทบจะวิ่งไปอัดเธอแล้วด้วยซ้ำ แต่ฮาเดสห้ามไว้ เธอเดินจากไปโดยไม่คิดหันหลังอีก
ฮาเดสแสยะยิ้มบางๆด้วยกระแสเอ็นดู เธอเป็นหญิงสาวที่ไม่เกรงกลัวอะไรเลย ขนาดทานาทอสส่งสายตาแบบนั้นไปให้ ยังไม่กลัวอีก แถมยังกล้าจ้องหน้าเขาตรงๆอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ชักรู้สึกสนใจขึ้นมาแล้วสิ ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อรู้สึกถึงคอสโมบางอย่างที่เขาไม่รู้จัก มันชวนกระตุ้นกระเพาะของเขาให้คายของในท้องนัก แต่ก็เพียงน้อยนิดเท่านั้น เขาสังเกตุดูสีหน้าของทุกคน ไม่มีใครรู้สึกถึงคอสโมนั้น เว้นแต่.....
กึกๆๆๆ!!
เสียงฝีเท้าดังขึ้น ทานาทอสและฮาเดส หันไปมองต้นเสียง กลุ่มโกลด์เซนต์ทั้งสี่คนที่มำหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อยในงาน วิ่งหน้าตั้งอย่างหน้าสงสัย ฮาเดสเก็บความสงสัยนั้นไว้ มันจะเกี่ยวข้องกับคอสโมเมื่อกี้รึเปล่าน่ะ?
edit @ 2007/10/01 21:45:40